ปรัชญาตะวันตก  สมัยปัจจุบันเริ่มต้นหลังจากปีที่ ค้านท์สิ้นชีวิต  เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าแนวความคิดของค้านท์มีอิทธิพลต่อนักปรัชญาสมัยนี้มาก  แทบทุกคนจะเชื่อทฤษฎีของค้านท์ที่ว่าสมรรถภาพในการคิดของทุกคนมีกลไกคล้ายคลึงกัน  จึงได้รับความรู้คล้ายๆกัน แต่นักปรัชญาส่วนใหญ่ไม่ยอมรับโครงสร้างของกลไกการรับรู้ของค้านท์  พวกเขาเห็นพ้องกันว่ากลไกการรับรู้ซับซ้อนยิ่งกว่านันจึงได้พยายามอธิบายเรื่องนี้ต่างๆ นานา  เรียกลัทธิเหล่านี้ว่า  ลัทธิค้านท์ใหม่  ซึ่งต่างก็ขบคิดปัญหาสำคัญประการหนึ่งว่า  สมองของคนเราทำกิริยาอย่างไรในขณะที่เรากำลังคิด  ผลแห่งความพยายามดังกล่าวทำให้เกิดลัทธิปรัชญาขึ้นมาอีกมากมาย มีลักษณะแตกต่างกันเป็นกลุ่มๆ เช่น

–  อัชฌัตติกญาณนิยม  เชื่อว่าความรู้ที่ได้รับประสาทสัมผัสและจากการคิดหาเหตุผลนั้นไม่ถูกต้องเที่ยงตรงเสมอไป  ความรู้ที่เกิดจากการหยั่งรู้เป็นความรู้ที่ แน่นอน อัชฌัตติกญาณ เป้นสิ่งเดียวกับเหตุผลเชิงปฏิบัติของค้านท์ ซึ่งจะต้องได้รับการฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบจึงจะใช้การได้  คือ สามารถมองเห็นความเป็นจริงได้  ลัทธินี้ยังมีกลุ่มย่อย คือ

                 1.  จิตนิยมแบบเยอรมัน  เอเกล ได้รับการยกย่องว่า  เป็นนักปรัชญาในด้านนี้ดีที่สุด  เขาเห็นว่าถ้าคนเราได้ฝึกฝนอัชฌัตติกญาณจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว  ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งว่าสิ่งที่แท้จริงเดิมคือจิต  ภายหลังลัทธิได้รับการพัฒนาเป็นลัทธิเฮเกลใหม่อีกหลายสาขา  เช่น  จิตนิยมแบบอังกฤษ  แบบฝรั่งเศส  แบบอิลาลี  และแบบอเมริกัน เป็นต้น

                2.  ชีวิตนิยม  ถือว่าอัชฌัตติกญาณขั้นสูงสุดทำให้คนเราเข้าใจสิ่งที่แท้จริงได้ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้มีชีวิต  นักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่  แบร์กซอง

                3.   สสารนิยมและปฏิพัฒนา   ถือว่าถ้าฝึกฝนอัชฌัตติกญาณให้ถึงขั้นสูงสุดก็จะเข้าใจความแท้จริงว่าสสารเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง  นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่  มาร์กซ์

–               ปฏิบัตินิยม  ลัทธินี้ยึดถือว่าปัจจุบันสำคัญกว่าอนาคต สิ่งที่ปฏิบัติแล้วได้ผลดีถือว่าถูกต้อง  ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ดีก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นนักปรัชญาคนสำคัญ เช่น วิลเลียม เจมส์  จอห์น ดิวอี้

–               ปฏิฐานนิยม  ลัทธินี้ยึดสิ่งที่เป็นความจริงคือ  สิ่งที่เรารู้ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ความรู้ทางศาสนาและปรัชญาเป็นสิ่งไม่จริง  นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่  กองต์

–               ปฏิฐานนิยมใหม่   ลัทธินี้ยึดถือสิ่งที่สามารถทดสอถือว่าเป็นจริงสามารถทดสอบได้ด้วยวิธีการทางฟิสิกส์ถือว่าเป็นจริง นักปรัชญาคนสำคัญ  คือชลิก

–               อัตถิภาวนิยม  ลัทธินี้ยึดถือมนุษย์ว่ามีเสรีภาพที่จะคิดอะไรได้โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอะไรเลย  นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่  ชาร์ตร์   ไฮเด็กเกอร์

–               สัจนิยมใหม่    ลัทธินี้ยึดถือว่าปัจจุบันมนุษย์ไม่ประจักษ์ชัดว่ากลไกของสมองทำงานอย่างไร  จึงยังไม่แน่ใจว่าความรู้จากประสาทสัมผัสกับการคิดหาเหตุผลอันไหนถูกต้อง  ฉะนั้นควรยึดหลักผสมผสานระหว่างประสาทสัมผัสกับการคิดหาเหตุผลไปก่อน นั้นก็คือหลักของทฤษฎีอนุมานนิยมของค้านท์นั่นเอง  นักปรัชญาคนสำคัญ คือ มัวร์   รัสเซล    เป็นต้น

–               อัสมาจารย์นิยมใหม่  ลัทธินี้ยึดถือปรัชญาอัสมาจารย์สมัยกลางหลอมแนวคิดปรัชญาทั้งทางตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน  เป็นปรัชญาใหม่ที่สมบูรณ์ที่สุด เรียกว่า  ปรัชญาสากล  นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่  มารีแตง

–               ปรัชญาวิเคราะห์  ลัทธินี้ยึดถือว่าความขัดแย้งในเรื่องทัศนะทางปรัชญาโบราณ  ซึ่งเกิดจากความบกพร่องในด้านภาษาที่ใช้  กับความบกพร่องในด้านกระบวนการดำเนินเหตุผล  ถ้าขจัดปัญหา /  2 ประการนี้ ความยุ่งยากในแวดวงปรัชญาก็จะหมดไป นักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่  วิตเกน  สไตน์

Comments are closed.